sale@onlinesoft.co.th
02-402-6117
,
081-359-6920
Menu
Home
Products
Sales Order - ระบบขาย
Purchase Order - ระบบจัดซื้อ
Accounts Receivable - ระบบบัญชีลูกหนี้
Accounts Payable - ระบบบัญชีเจ้าหนี้
Inventory Control - ระบบสินค้าคงเหลือ
General Ledger - ระบบบัญชีแยกประเภท
Financial Management - ระบบงบการเงิน
Budget Control - ระบบควบคุมงบประมาณ
Cheque and Bank - ระบบเช็คและธนาคาร
Import & Export - ระบบนำเข้าและส่งออกข้อมูล
Multi-Currency - ระบบอัตราแลกเปลี่ยนสกุล
Value Added Tax - ระบบภาษี
Audit & Internal Control - ระบบตรวจสอบและควบคุมภายใน
Fixed Assets - ระบบคำนวณค่าเสื่อมราคา
Payroll - ระบบคำนวณเงินเดือน
ESS ระบบลาออนไลน์
Services
จองอบรม Online
วีดีโอสอนการใช้งาน
คู่มือการใช้งาน
คำถามที่พบบ่อย FAQs
บริการ Maintenance
วิธีการชำระเงิน
Download Brochure
ข้อเสนอแนะโปรแกรม
Partners
โครงการ Partners สำนักงานบัญชี
ลูกค้าอ้างอิง
News
ข่าวสาร
บทความบัญชี
บทความบริหาร
About Us
เกี่ยวกับเรา
แนวคิดการบริหาร
Office Location
ร่วมงานกับเรา
นโยบายการรักษาข้อมูล
Contact Us
ทดลองใช้งาน
หน้าแรก
News
บทความบัญชี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีเพิ่มให้รัฐ ไม่ใช่เพิ่มค่าใช่จ่าย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีเพิ่มให้รัฐ ไม่ใช่เพิ่มค่าใช่จ่าย
ย้อนกลับ
หน้าแรก
News
บทความบัญชี
ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีเพิ่มให้รัฐ ไม่ใช่เพิ่มค่าใช่จ่าย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีเพิ่มให้รัฐ ไม่ใช่เพิ่มค่าใช่จ่าย
ย้อนกลับ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value-added tax หรือ VAT)
คือ ภาษีประเภทหนึ่งซึ่งผู้ประกอบการแต่ละคนจะมีหน้าที่นำส่ง โดยเก็บจากการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า โดยปกติเมื่อมีการซื้อสินค้าเราจะจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ในราคาสินค้า ให้แก่ผู้ที่ขายสินค้าให้เรา เมื่อเรานำไปขายต่อเราก็มีหน้าที่เก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาเพื่อนำส่งสรรพากร หากเราไม่คิดราคาสินค้าที่มีการรวมและแยกภาษีมูลค่าเพิ่มให้เรียบร้อย สุดท้ายแล้วเราจะเข้าเนื้อเพราะต้องออกเงินส่วนนั้นเพื่อนำส่งภาษีเอง
แต่ก่อนอื่น เราจะต้องแบ่งให้ได้ก่อนว่าภาษีซื้อ และภาษีขายคืออะไร
ภาษีขาย
คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ ว่าง่ายๆก็คือ เราขายสินค้าออกไปเราก็ต้องเก็บ VAT เพื่อส่งให้แก่กรมสรรพากร
ในทางกลับกัน
ภาษีซื้อ
ก็คือภาษีที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นเรียกเก็บ เมื่อเกิดการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการให้แก่เราก็จะเก็บส่วนหนึ่งที่ว่านี้ไปจ่าย สรรพากร
เพราะฉะนั้นเมื่อเราจ่ายภาษีซื้อให้คนอื่น เราก็ต้องเก็บภาษีขายเพื่อไปจ่ายสรรพากรเช่นกัน หากเราไม่คำนวณราคาสินค้าให้ดีหรือไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มลงไปในราคาสินค้า ให้เรียบร้อย สุดท้ายแล้วคนที่จะต้องแบกรับภาษีก็คือ บริษัทของเรานั่นเอง
แต่ถ้าถามว่าจริงๆแล้วใครเป็นคนแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนนี้ คำตอบก็คือผู้บริโภค เพราะธุรกิจต้องจ่ายภาษีซื้อ แต่ก็สามารถเก็บภาษีขายมา ได้ด้วยเช่นกัน ผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้แบกรับ เพราะผู้บริโภคสุดท้ายเป็นผู้จ่ายภาษีซื้อ และเมื่อบริโภคไป ไม่มีผลผลิตออกมา ทำให้ไม่สามารถขายออกไปได้จึงไม่มีภาษีขาย
การใช้ระบบที่รวมภาษีซื้อลงในราคาสินค้าทำให้ผู้บริโภคโดยทั่วไปไม่เห็น ราคาสินค้าที่แท้จริง และไม่เห็นจำนวนภาษีที่จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้แบกรับภาษีอยู่ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับบริษัทหากไม่รู้จักภาษีมูลค่าเพิ่มสุดท้ายก็ต้องจ่าย สองครั้ง นั่นก็คือจ่ายเมื่อตอนซื้อสินค้ามา หรือจ่ายให้กับซัพพลายเออร์ และจ่ายให้กับสรรพากรโดยแบกรับภาษีตัวนี้แทนลูกค้าเสียเอง นั่นทำให้บริษัทจำเป็นต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม มิเช่นนั้นบริษัทก็จะแบกค่าใช้จ่ายส่วนนี้เองโดยไม่รู้ตัว
ภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย แต่เดิมได้ถูกกำหนดไว้ที่ 10% แต่เมื่อหลายปีก่อนรัฐบาลต้องการให้ประชาชนได้มีการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ จึงได้ลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือเพียงแค่ 7%
วิธีการคำนวณ VAT
จำเป็นจะต้องรู้ก่อนว่าราคาสินค้าที่ซัพพลายเออร์ (Supplier) เป็นผู้กำหนดนั้นเป็นราคาที่รวม VAT แล้วหรือยัง หากเป็นราคาที่รวมแล้ว จำเป็นจะต้องแยกออกมาโดยคำนวณให้ราคาสินค้าที่รวม VAT มีค่าเท่ากับ 107% หลังจากนั้นให้แยกราคาสินค้า และ VAT ออกจากกัน โดยให้ราคาสินค้าเท่ากับ 100% และ คำนวณให้ภาษีมูลค่าเพิ่มมีค่าเท่ากับ 7%
ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ซื้อแป้งมาในราคา 500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่รวม VAT แล้ว จะต้องเทียบ 500 บาทให้เท่ากับ 107% แล้วแยกราคาสินค้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มออกมา ซึ่งใช้วิธีเทียบบัญญัติ ไตรยางค์ปกติก็ได้
นั่นหมายความว่า จากราคาสินค้าทั้งหมด เราได้จ่าย VAT ออกไปแล้ว 32.71 บาท บริษัทที่ขายสินค้าให้เรามีหน้าที่เก็บเงินส่วนนี้ไปให้กรมสรรพาการ และราคาสินค้าจริงๆจะอยู่ที่ 467.29 บาท
แต่ถ้าราคา 500 บาทเป็นราคาที่ไม่ได้รวม VAT เอาไว้ด้วย ราคาที่รวม VAT แล้วจะเป็น 535 บาท โดยเทียบสัดส่วนง่ายเหมือนข้างบน โดยหา 7% จาก 500 บาท ซึ่งก็คือ 35 บาท ทำให้ราคาสินค้ารวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้เท่ากับ 535 บาท ซึ่งโดยทั่วไปใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ก็จะแยกแสดงราคาสินค้า และภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ให้ดูเรียบร้อย
วิธีการคำนวณภาษีที่ต้องนำไปชำระ
ให้แบ่งภาษีซื้อและภาษีขายออกมาแล้วนำมาลบกัน เพราะภาษีซื้อก็คือภาษีที่ถือว่าเราจ่ายไปแล้ว ไม่ต้องนำส่งด้วยตัวเองอีก ซึ่งแตกต่างจากภาษีขาย ซึ่งเราเป็นผู้เก็บ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเก็บ 7% ไว้เพื่อไปนำส่งในงวดที่จะถึง ซึ่งตามกฎหมายกำหนดไว้ว่าไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
สำหรับธุรกิจโดยทั่วไปไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หากมี Tax Invoice ที่เรียบร้อย เพราะในเอกสารจะมีการแยกภาษีให้ชัดเจน ซึ่งเท่ากับว่าคุณไม่ต้องคำนวณภาษีซื้อแล้ว ส่วนภาษีขายคุณก็สามารถกำหนดราคาได้เองว่าต้องรวม VAT กี่เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ใช่เรื่องอยากในการคำนวณหากภาษีที่จะต้องนำส่ง
ยกตัวอย่างเช่น
สินค้าที่มีราคารวม VAT เท่ากับ 535 บาท สามารถแยกออกมาได้เป็นราคาสินค้า 500 บาท และภาษีซื้อ 35 บาท เมื่อขายสินค้าออกไปในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วเท่ากับ 2,140 บาท ก็จะแยกออกได้เป็น ราคาสินค้าอย่างเดียว 2,000 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 140 บาท เพราะฉะนั้นคุณจะต้องนำจ่ายสรรพากร 105 บาท (140-35)
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากให้คำนึงถึง คือ สินค้าและบริการบางอย่างได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์ ปุ๋ย และสินค้าบางอย่างที่ไม่ส่งออก การให้บริการประกอบโรคศิลป์ การสอบบัญชี การว่าความ การให้บริการวิจัย การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ ล้วนแต่ได้รับการละเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณเองก็ควรดูว่าธุรกิจของคุณนั้นได้รับยกเว้นภาษีหรือเปล่า
สามารถอ่านบทความน่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี่ คลิ๊ก!!
บทความโดย
:
incquity.com
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีขาย
ภาษีซื้อ
1191
ผู้เข้าชม
บทความที่เกี่ยวข้อง
รายการปรับปรุงบัญชีที่มักหลงลืม มีอะไรบ้าง? ป้องกันได้อย่างไร?
รายการปรับปรุงบัญชีที่มักหลงลืม มีอะไรบ้าง? ป้องกันได้อย่างไร?
ณ วันสิ้นงวดบัญชี สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่นักบัญชีต้องทำก่อนการจัดทำงบการเงิน คือ ปิดบัญชี ปรับปรุงรายการบัญชี และแก้ไขข้อผิดพลาดจากการบันทึกบัญชีต่างๆ เพื่อให้การจัดทำงบการเงินถูกต้องตรงตามความเป็นจริงมากที่สุดซึ่งแน่นอนว่า ในการปรับปรุงปิดบัญชี ณ วันสิ้นงวด จะมีรายการที่เคยรับรู้ในระหว่างงวดมาก่อน แต่ต้องทำการปรับปรุงให้ถูกต้องตอนสิ้นปี หรือบางรายการที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน แต่ต้องทำการปรับปรุงการบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์คงค้างในการปรับปรุงรายการบันทึกบัญชี มีโอกาสที่นักบัญชีจะปรับปรุงรายการได้ไม่ครบถ้วน ในบทความนี้เรารวบรวมรายการที่มักลืมปรับปรุงตอนปิดบัญชีบ่อยๆ มาให้เพื่อนๆ สำรวจตัวเองกันค่ะ
ภ.พ.36 คืออะไร และผู้ใดที่ต้องใช้ ภ.พ.36 บ้าง
ภ.พ.36 คืออะไร และผู้ใดที่ต้องใช้ ภ.พ.36 บ้าง
ภ.พ.36 คือ แบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร ใช้เมื่อได้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ฯ
คุณรู้จัก เช็ค ดีพอหรือไม่?
คุณรู้จัก เช็ค ดีพอหรือไม่?
เช็คเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ให้คุณประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมาก แต่สิ่งนี้จะมีโทษมากกว่าหากผู้ประกอบการขาดความรู้เกี่ยวกับการใช้งาน
8 รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี
8 รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี
แรงจูงใจหลักในการที่จะทำให้บริษัทหนึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็คงจะหนีไม่พ้นสิทธิที่บริษัทเสียภาษีบนฐานของผลกำไรของบริษัท กล่าวคือบริษัทสามารถหักรายจ่ายต่างๆออกจากรายได้ได้ตามจริง และเงินได้ของบริษัทที่จะเสียภาษีก็จะเป็นแค่ส่วนของผลกำไรของบริษัทเท่านั้น ไม่ใช่ต้องเสียจากรายได้หรือเหมารายจ่ายได้สูงสุดเพียง 60% เช่นที่ต้องเสียในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภาษีป้าย! จ่ายเมื่อไหร่?
ภาษีป้าย! จ่ายเมื่อไหร่?
ภาษีป้ายเป็นภาษีซึ่งองค์กรปกครองท้องถิ่นมีหน้าที่ในการจัดเก็บ เพื่อหารายได้มาพัฒนาท้องถิ่นของตน โดยจัดเก็บจากป้ายแสดงชื่อยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้าของผู้ประกอบการเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดงโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษรภาพหรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลักจารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นๆ
VES คืออะไร?
VES คืออะไร?
VES หรือ VAT for Electronic Service เป็นระบบที่กรมสรรพากรได้จัดทําขึ้นเพื่ออํานวยความสะดวกให้กับธุรกิจไอทีข้ามชาติที่ให้บริการ e-Service จากต่างประเทศ ซึ่งต้องมาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร ให้สามารถทําธุรกรรมภาษีผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด ตั้งแต่การจดทะเบียน การยื่นแบบการชําระภาษี การจัดทําเอกสาร การรับเอกสาร และการส่งเอกสาร ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี
By SoGoodWeb.com