12 เรื่องสำคัญนักบัญชีต้องเตรียมพร้อมและปรับตัว

12 เรื่องสำคัญนักบัญชีต้องเตรียมพร้อมและปรับตัว


ในวงการวิชาชีพบัญชี ประเด็นที่ค่อนข้างสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลง เนื่องจากด้านเทคโนโลยีในวงการวิชาชีพบัญชียังคงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง นับวันยิ่งเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลอย่างเห็นได้ชัดอย่างใน ปี 2020 แนวโน้มจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง นักบัญชีจะต้องเตรียมความพร้อมและรับมืออย่างไร


และนี่คือ 12 เรื่องสำคัญนักบัญชีต้องเตรียมพร้อมและปรับตัว

1. กระบวนการบัญชีอัตโนมัติ (Automated Accounting Processes)
เนื่องจากระบบอัตโนมัติช่วยลดความสับสนและลดข้อผิดพลาดและเป็นเหตุผลว่าเหตุใดหลายๆกิจการ จึงมีแนวโน้มที่จะลงทุนด้านการทำบัญชีอัตโนมัติมากขึ้น เนื่องจากเป็นกระบวนการที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับการบันทึกบัญชี

2. การทำงานอัตโนมัติหรือนกบัญชีหุ่นยนต์ (Robotic Process Automation: RPA)
RPA คือ โปรแกรมที่ช่วยให้กิจการสามารถสร้างหุ่นยนต์ หรือ Robot ขึ้นมา ให้ทำงานตามรูปแบบที่กำหนดขึ้นแทนพนักงานที่มีอยู่มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สามารถทำงานแทนพนักงานบัญชีได้

3. ซอฟต์แวร์บัญชีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (Rise of Accounting Software Solutions)
บริษัทซอฟต์แวร์ด้านบัญชีจะตอบสนองความต้องการนี้ด้วยรูปแบบ (Solution) การแก้ไขปัญหาที่แข็งแกร่งแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ด้านการบัญชี สามารถตอบสนองการตัดสินใจของผู้บริหารได้ทันที

4. การให้บริการด้านบัญชีจากสำนักงานภายนอก (Outsourcing Accounting Functions)
ประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มผลกำไรได้คงเดิม แต่สามารถลดค่าใช้จ่ายการจ้างงาน รูปแบบการให้บริการด้านบัญชีจากสำนักงานภายนอก (Outsourcing Accounting Functions) จึงกลายเป็นกลยุทธ์ยอดนิยม

5. คลาวด์ด้านการบัญชี Cloud-Based Accounting
สามารถเข้าถึงระบบบัญชีและข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีได้ตลอดเวลา การติดตามสินค้าคงคลังการขายและค่าใช้จ่ายทุกรูปแบบ ช่วยให้สามารถสร้างระบบการทำงาน (Work Flow) ช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าของธุรกิจนักบัญชีสามารถทำให้บทบาทและภาระการทำงานง่ายขึ้น

6. มุ่งเน้นข้อมูลที่เจาะจง (Focus on Data Analytics)
นักบัญชีกำลังเปลี่ยนบทบาทใหม่ในฐานะที่ปรึกษาพร้อมทักษะเฉพาะทางในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิเคราะห์ตัวเลขที่แม่นยำช่วยให้ธุรกิจเกิดการป้องกันความเสี่ยง นำเสนอผลการดำเนินงานทางการเงินที่มุ่งเน้นข้อมูลที่เจาะจงในมุมมองใหม่ เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น ทำให้การตรวจสอบบัญชี สามารถใช้ข้อมูลที่เจาะจง (Focus on Data Analytics) เพื่อหาแนวทางในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีที่สุด เพื่อรองรับความต้องการเฉพาะของอุตสาหกรรมที่ให้บริการได้

7. Block chain
วิชาชีพบัญชีจำเป็นต้องเข้าใจเทคโนโลยี Block chain มากขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า Block chain กำลังเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงาน

8. การใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย (Utilizing Social Media)
เพื่อช่วยการรับรู้แบรนด์ เพิ่มยอดขาย และเพิ่มอัตราการเข้าชมเว็บไซต์ เครื่องมือสร้างแบรนด์และการบริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การใช้โซเชียลมีเดียในธุรกิจสำหรับติดต่อกับลูกค้าจะสร้างภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และชื่อเสียงให้กับนักบัญชีและบริษัทได้

9. บริการให้คำปรึกษา (Advisory Services)
มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคุณภาพของการบริการให้คำปรึกษา เนื่องจากการใช้เทคโนโลยี จะเข้ามาช่วยผ่อนแรงในการแก้ไขปัญหา เปิดโอกาสให้นักบัญชีมีเวลามากพอที่จะใช้ข้อมูลเชิงลึกในการให้คำแนะนำแก่ลูกค้า ก่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างกลยุทธ์ธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

10. บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ Role of AI (AI)
จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากด้วยความเร็วสูง และสร้างข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง AI จะให้ความช่วยเหลือในการตัดสินใจของมนุษย์ และเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์กำไร และให้ข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้

11. ข้อมูลขนาดใหญ่ในด้านบัญชี (Big Data in Accounting)
ช่วยให้กิจการสามารถขยายวิธีการประเมินข้อมูลที่เรียบเรียงมาได้ว่าข้อมูลใดที่มีค่ามากที่สุด ผู้บริหารที่ได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลขนาดใหญ่สามารถมุ่งเน้นที่การวางแผนการควบคุม การวิเคราะห์ กระบวนการ และสามารถคาดการณ์ปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ และมีประสทธิภาพ

12. การตั้งค่าการทำงานระยะไกล (Remote Work Setting)
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเกิดขึ้นของระบบบัญชีเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ทำให้นักบัญชีที่ทำงานจากที่บ้านสามารถให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในการทำงานไม่แตกต่างไปจากการทำงานอยู่ในสำนักงาน

สามารถอ่านบทความน่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี่ คลิ๊ก!!

ที่มา : www.dharmniti.co.th
 1614
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตราประทับบริษัทสูญหาย หรือชำรุด หรือต้องการเปลี่ยนรูปแบบใหม่ จะต้องทำอย่างไร
ใบสั่งขาย (Sale Order)หมายถึง การบันทึกรายการสั่งขายสินค้าหรือบริการ เพื่อเป็นการยืนยันการซื้อสินค้าของลูกค้า เริ่มจากเมื่อลูกค้ามีความต้องการสั่งซื้อสินค้า ฝ่ายขายจะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เช่น จำนวนสินค้าคงเหลือ จำนวนสินค้ากำลังผลิต จำนวนสินค้าที่ถูกจอง หรือข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า เช่น ประวัติการชำระเงิน หรือวงเงินเครดิต เพื่อยืนยันว่าสามารถขายสินค้าให้กับลูกค้ารายนี้ได้หรือไม่ เมื่อมีการตกลงการซื้อขาย ฝ่ายขายจะเริ่มสร้างคำสั่งขาย หากมีสินค้าอยู่ในคลังแล้ว ระบบจะเข้าไปจองสินค้าให้ แต่ถ้าสินค้าไม่พอระบบจะใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนการสั่งซื้อหรือผลิตต่อไป
“ผู้ตรวจสอบทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร?”
สินทรัพย์บางอย่างไม่มีตัวตนซึ่งหมายความว่าไม่มีลักษณะทางกายภาพ อย่างไรก็ตามรายการดังกล่าวยังคงต้องถูกหักภาษีโดยรัฐบาลบางแห่ง ตัวอย่างของสินทรัพย์ที่ต้องใช้ภาษีประเภทนี้ ได้แก่ ลิขสิทธิ์สิทธิบัตรและความลับทางการค้าเพื่อตั้งชื่อไม่กี่รายการ ตามธรรมชาติแล้วภาษีไม่มีตัวตนเป็นรูปแบบของภาษีการขายตามปกติจะกำหนดเมื่อมีการขายสินทรัพย์ทางกฎหมายหรือการแข่งขัน อัตราภาษีมักถูกกำหนดโดยการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารายการซึ่งโดยปกติจะอยู่ระหว่างหนึ่งถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการค้าปลีก แต่กฎนี้อาจแตกต่างกันระหว่างรัฐบาล
แบบ ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการสรุปภาษีซื้อ-ภาษีขาย เพื่อนำส่งกรมสรรพากร โดยผู้มีหน้าที่จัดทำคือ เจ้าของธุรกิจที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี และได้ทำการขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต้องนำส่งให้กรมสรรพากรทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือสามารถยื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ตก็ได้

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์