7 ข้อผิดพลาดของสำนักงานบัญชีมือใหม่

7 ข้อผิดพลาดของสำนักงานบัญชีมือใหม่



การเปิดสำนักงานบัญชีถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เป็นที่ผู้ทำงานในวิชาชีพบัญชีหลายๆ ท่านกำลังให้ความสนใจ เพราะธุรกิจนี้เริ่มได้ง่ายๆ ทำเงินได้สม่ำเสมอ และที่สำคัญ Demand ความต้องการของผู้ทำบัญชีนั้นนับวันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามจำนวนนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย 

เห็นแบบนี้แล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่นักบัญชีส่วนมากตัดสินใจที่จะออกไปเริ่มธุรกิจของตนเองเลยใช่มั้ยคะ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการเปิดสำนักงานบัญชีจะเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำเงินได้มาก แต่ยังคงมีสำนักงานบัญชีหลายแห่งที่พลาด “ตกหลุมพราง” ในวงการนี้

ดังนั้น เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นธุรกิจนี้ เรามาเรียนรู้กันค่ะว่าข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยกับสำนักงานบัญชีมือใหม่ 7 ประการนั้นมีอะไรกันบ้าง

1. ต้นทุนไม่เพียงพอ

สำนักงานบัญชีหน้าใหม่มักจะประสบปัญหาเรื่องการมีต้นทุนไม่เพียงพอ และลืมที่จะตระหนักถึงช่วงเวลาที่ลูกค้าจะจ่ายเงินค่าบริการให้กับเรา เช่น บางครั้งเราให้บริการไปแล้ว เงินเดือนลูกจ้างสำนักงานก็ต้องจ่าย แต่ว่ายังเก็บค่าบริการจากลูกค้าไม่ได้เลย 

ซึ่งเหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ อาจจะต้องมี “เงินก้นถุง” เพื่อใช้จ่ายทั่วไปในสำนักงานให้ได้อย่างน้อย 1 ปี และต้องประเมินความเสี่ยงว่าธุรกิจนี้อาจจะทำกำไรได้น้อยมากในปีแรก 

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ การที่มีต้นทุนไม่เพียงพอก็จะยิ่งนำไปสู่ปัญหาที่สองที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ กับบริษัทหน้าใหม่ด้วย

2. ไม่มีความรู้เกี่ยวกับทำการตลาด

เป็นที่น่าแปลกใจว่า สำนักงานบัญชีหน้าใหม่หลายๆ แห่งแทบจะไม่ได้ตั้งงบประมาณสำหรับการลงทุนด้านการตลาดให้กับบริษัทของตนเอง ซึ่งบางคนคิดว่าการเข้าไปอยู่ในวงการบัญชี หรือการใช้หลักการบอกเล่าปากต่อปากจากเพื่อนและครอบครัว ก็น่าจะเพียงพอต่อการเปิดสำนักงานบัญชี

ผลที่ตามมาคือ ผลประกอบการของสำนักงานบัญชีเหล่านี้อาจไม่เป็นไปตามที่คาดในช่วง 6 เดือนแรก และอาจสร้างปัญหาต่อกระแสเงินสดของบริษัทในช่วงปีที่สองได้อีกเช่นกัน

ความจริงก็คือ วิธีการที่เราเคยคิดว่าใช่นั้น อาจจะไม่ใช่วิธีการทำธุรกิจที่ได้ผลเสมอไป ซึ่งการเริ่มต้นทำธุรกิจบัญชีนั้น ต้องยอมรับว่าการตลาดถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งของการเริ่มธุรกิจใหม่

เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดนี้ เราจึงแนะนำให้สำนักงานบัญชีหน้าใหม่ลองทำการบ้าน ศึกษากลุ่มลูกค้าที่เราต้องการอย่างจริงจัง และใช้หลักการตลาดในการสร้างโอกาสและทำรายได้ให้กับธุรกิจกันนะคะ 

3. คิดค่าบริการต่ำเกินจริง

สำนักงานบัญชีจำนวนมากที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่วงการมักจะประสบปัญหาที่เจอกันบ่อยๆ นั่นก็คือ 
การยอมรับค่าธรรมเนียมที่ต่ำเกินไปในช่วงแรก โดยคิดว่าการเก็บค่าบริการที่ต่ำกว่าราคาตลาดจะทำให้ธุรกิจเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น

แต่อุปสรรคที่จะตามมาคือ การพยายามเปลี่ยนแปลงค่าบริการกับลูกค้า จากที่เคยเก็บค่าบริการที่มีราคาถูกในช่วงแรก ไปเป็นค่าบริการที่บริษัทมองว่า “สมเหตุสมผล” ซึ่งแท้จริงแล้วนั้น การเปลี่ยนแปลงค่าบริการดังกล่าวเป็นไปได้ยาก เท่ากับว่าบริษัทต้องยอมรับค่าธรรมเนียมในตอนแรกที่ตั้งไว้และมีราคา "ต่ำกว่าตลาด" ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าเหล่านี้ก็จะยังคงจะคาดหวังอัตราเดิมจากบริษัท ซึ่งก็คืออัตรา "ต่ำกว่าตลาด" นั่นเอง 

การเรียนรู้วิธีที่จะกำหนดราคาค่าบริการของบริษัทให้เหมาะสม และการแสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่แท้จริงและความสามารถของบริษัทหน้าใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดข้างต้นนี้ เราเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้งานที่ทำไม่มีมูลค่าหรือจบลงด้วยการได้ลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินเพียงน้อยนิด

4. การจัดเก็บเงินไม่เป็นระบบ

สำนักงานบัญชีใหม่หลายแห่งอาจชะล่าใจและคิดว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะมีเงินทุนเพียงพอที่จะจ่ายเงินเราได้ทันทีหลังจากเสร็จสิ้นงานแล้ว โดยมักจะคิดว่าการส่งบิลไปให้ลูกค้าแบบรายเดือนนั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิด!

บริษัทที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนวิธีการเก็บเงินไปสู่กระบวนการที่มั่นใจได้ว่าจะได้รับเงินทันทีหลังงานสิ้นสุดลง ในความเป็นจริงนั้น การเก็บเงินค่าบริการจากลูกค้าจะต้องเป็นเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดกระแสเงินสด ซึ่งสำนักงานบัญชีอาจพิจารณาใช้ช่องทางการเก็บเงินจากลูกค้าผ่านระบบออนไลน์แทน เช่น ตัดบัญชีลูกค้าทุกๆ เดือนแบบอัตโนมัติ เป็นต้น

5. ความล้มเหลวในการสร้างความแตกต่างในบริการ

สำนักงานบัญชีหน้าใหม่หลายแห่งเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่มีการวางแผนจะสร้างการบริการที่แตกต่างหรือดีกว่ารูปแบบเดิมๆ และมัวแต่มองถึงการทำกำไรเข้าบริษัทเพียงอย่างเดียว และคิดว่าการเปิดสำนักงานบัญชีและมีอิสระในการทำงานก็เพียงพอแล้ว

เราขอแนะนำว่า แต่ละบริษัทควรจะมีแผนพัฒนาการบริการให้สามารถสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด เพื่อให้บริษัทสามารถจ้างพนักงานที่ดีกว่าพนักงานทั่วไปและทำให้เขาอยู่กับบริษัทได้นาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนและประสบความสำเร็จ และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องลงแรงมากนัก การสร้างความแตกต่างในสายงานนี้จะทำให้ธุรกิจโดดเด่นขึ้นมาได้ในสายตาลูกค้า พร้อมทั้งช่วยลดภาวะการแข่งขัน และทำให้สามารถรองรับลูกค้าที่มีคุณภาพด้วยการเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นได้อีกด้วย

6. มองข้ามคนที่คุณรัก

บริษัทที่พึ่งเริ่มต้น ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมใดก็ตาม จะต้องการเวลาทำงานที่มากกว่าการทำงานปกติ นั่นหมายถึงการสร้างฐานะทางการเงิน และการพยุงบริษัทเพื่อทำให้ธุรกิจอยู่รอด สิ่งที่จำเป็นในการทำธุรกิจหน้าใหม่นั้นคือการยึดมั่นกับหลักการในการทำงานร่วมกันเป็นทีม และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและคนรอบข้าง

7. ขาดคนให้คำปรึกษา

สิ่งสำคัญสุดท้ายในการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด คือ การพยายามเรียนรู้และเข้าใจนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวงการ โดยผู้คนเหล่านี้มักจะชอบเล่าถึงธุรกิจของตนเอง ซึ่งเป็นโอกาสดีที่เราควรซักถามเมื่อมีโอกาส นอกจากนี้ ธุรกิจสำนักงานบัญชีไม่ใช่ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งการได้เรียนรู้จากเหล่านักบัญชีย่อมเป็นโอกาสดีที่จะทำให้หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดต่าง ๆ ได้

โดยเราแนะนำว่าหากมีโอกาส ควรหาผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและขอรับคำปรึกษาจากบุคคลดังกล่าวในระยะยาวได้

ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ย่อมต้องมีข้อผิดพลาดในการทำธุรกิจโดยทั้งสิ้น แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อผิดพลาดแล้วเราเรียนรู้ที่จะแก้ไขและป้องกันมันอย่างไรนั่นเองนะคะ 

โปรแกรมบัญชี ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์สำนักงานบัญชี นักบัญชี!



ที่มา: thaicpdathome

 1991
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาที่จะนำมาแบ่งปันให้ได้เรียนรู้ร่วมกันในครั้งนี้ เป็นเรื่องของ ‘ค่าเสื่อมราคา’ ที่ผมเองก็มักจะได้เห็น และได้พบปัญหาที่เกิดจากความเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรือมีแนวปฏิบัติที่ออกจะสับสนไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชี และแนวปฏิบัติของกรมสรรพากรตามที่ควรจะเป็น ซึ่งเมื่อพูดถึง ‘ค่าเสื่อมราคา’ เราจะสามารถแบ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือ ประเด็นที่เกี่ยวกับหลักการบัญชี กับหลักการภาษี ซึ่งสรุปเป็นภาพรวมแบบนี้ครับว่า
ลูกหนี้ไม่ชำระค่าสินค้าจะทำอย่างไรประเด็นปัญหาลูกหนี้ไม่จ่ายค่าสินค้า และมาตรการแก้ไขเฉพาะหน้า
ทุกธุรกิจจะต้องจัดทำบัญชีขึ้นมาเพื่อนำไปยื่นเสียภาษี ยื่นกู้เงิน และเพื่อเป็นการตรวจสอบรายการรายรับรายจ่ายให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด เนื่องจากการทำบัญชีเดียวทำให้สรรพากรสามารถตรวจสอบบัญชีได้ง่ายกว่า และเป็นการทำบัญชีที่สุจริตที่ใคร ๆ ก็สามารถเห็นที่มาการเข้าออกของเงินได้อย่างสุจริต และไม่เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี
การหักภาษี ณ ที่จ่าย แบ่งจากผู้รับเงินได้เป็น 2 ประเภท คือ
เมื่อกล่าวถึงการเช่าทรัพย์หรือสัญญาเช่าทรัพย์แล้ว ท่านผู้อ่านหลายท่านที่คลุกคลีอยู่กับวงการภาษีอากรคงจะคุ้นเคยกันเป็นประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรอย่างดีทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรนั้นมีหลากหลายมากมายจนอาจกล่าวได้ว่าจำกันไม่ไหวเลยทีเดียว อย่างไรก็ดีไม่ว่าประเด็นปัญหาดังกล่าวกรมสรรพากรจะได้มีการวางแนววินิจฉัยไว้แล้วเพียงใดก็ตาม แต่ก็พบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงประสบกับปัญหาต่างๆ กันอยู่ไม่น้อย อาจเนื่องมาจากยังขาดความรู้ความเข้าใจในทางปฏิบัติเกี่ยวกับเอกเทศสัญญาเกี่ยวกับเช่าทรัพย์ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรืออาจมีความเข้าใจในประเด็นปัญหาภาษีอากรที่คลาดเคลื่อนไปรวมทั้งในทางปฏิบัติมีการใช้คำว่า “เช่า” ให้ครอบคลุมไปถึงธุรกรรมอื่นที่ไม่ใช่ “เช่า” ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การเช่าพระเครื่อง การเช่าชั่วโมงอินเทอร์เน็ต การเช่าพื้นที่เพื่อแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้าต่างๆ เป็นผลทำให้ความเข้าใจในเรื่องของภาษีอากรเกี่ยวกับเอกเทศสัญญาที่เรียกว่า “เช่าทรัพย์” นั้นคลาดเคลื่อนไปด้วย ผู้เขียนจึงได้รวบรวมเอาเรื่องราวอันเกี่ยวกับการเช่าทรัพย์ ทั้งในด้านความเป็นเอกเทศสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และในด้านของภาษีอากร ไม่ว่าจะเป็นกรณีการมีรายได้จากการให้เช่าทรัพย์ว่าจะต้องมีภาระภาษีอะไรบ้าง เช่น จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ และสัญญาเช้าที่ทำกันนั้นต้องติดอากรแสตมป์อย่างไรหรือไม่ รวมทั้งกรณีที่ผู้เช่าได้จ่ายค่าเช่าไปในบางกรณีว่าจะลงเป็นรายจ่ายทางภาษี หรือนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้น (ถ้ามี) ไปใช้ได้หรือไม่อย่างไร

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์