5 ไฮไลต์งบการเงิน

5 ไฮไลต์งบการเงิน


การเงินนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ถ้าอยากรู้ว่าธุรกิจเราแข็งแรงดีหรือไม่ เราก็สามารถตรวจเช็กได้จากสถานการณ์เงินของบริษัท แต่ผู้ประกอบการโดยส่วนใหญ่อาจจะละเลยและให้ความสำคัญด้านการเงินน้อยกว่าด้านการตลาด เพราะคิดว่าถ้าขายของได้เดี๋ยวเงินก็จะมาเอง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด จริงๆ ผู้ประกอบการควรดูงบการเงินเป็น หรืออย่างน้อยใน 5 ตัวที่ต้องโฟกัสกับมัน


       1. ยอดขาย (Sales) เป็นตัวเลขที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งผู้ประกอบการทุกคนให้ความสำคัญกันอยู่แล้ว เพราะยอดขายหรือรายได้จากการขายคือแหล่งที่มาของเงินที่ใช้หมุนเวียนในธุรกิจ ใครๆ ก็ชอบที่จะมียอดขายเยอะๆ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับลูกหนี้การค้าด้วย หากมีลูกหนี้เยอะแสดงว่าธุรกิจเน้นการขายเชื่อ ซึ่งก็มีความเสี่ยงจากการเก็บหนี้ไม่ได้ ตรงนี้ผู้ประกอบการก็ต้องระมัดระวังอย่าให้ตัวเลขยอดขายนั้นหลอกตา

       2. กำไร(ขาดทุน)ขั้นต้น (Gross Profit) เป็นตัวเลขที่อยู่ในงบกำไรขาดทุนเช่นกัน กำไรหรือขาดทุนขั้นต้นก็คือยอดขายหักด้วยต้นทุนสินค้าเพื่อขาย (Cost of Goods Sold) ซึ่งตัวเลขนี้ยังสะท้อนถึงลักษณะความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีกำไรจากการดำเนินงานที่หักค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพและความสามารถในการจัดการและกำไรสุทธิที่สามารถเจาะลึกถึงภาระการใช้สินเชื่อและผลตอบแทนของเจ้าของธุรกิจ

       3. ลูกหนี้การค้า (Account Receivable) เป็นตัวเลขที่อยู่ในงบดุลที่อยากให้ผู้ประกอบการพิจารณา เนื่องจากลูกหนี้การค้าจะเกิดขึ้นมาได้นั้นแสดงว่าคุณต้องขายสินค้าได้ การมีลูกหนี้การค้ามาก ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เนื่องจากถ้าลูกหนี้ใช้เวลานานกว่าจะจ่ายเงินแปลว่าเงินในธุรกิจของคุณก็อาจจะติดขัดได้หรืออาจทำให้ภาระดอกเบี้ยสูงจนไม่เหลือกำไร   ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับระยะเวลาการจ่ายหนี้ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ด้วย

       4. เจ้าหนี้การค้า (Account Payable) เป็นตัวเลขอีกตัวที่อยู่ในงบดุล ธุรกิจทั่วไปก็มีเจ้าหนี้การค้า ซึ่งบางคนจะเข้าใจว่าการมีเจ้าหนี้มากๆ นั้นอาจไม่ดี แต่ถ้าธุรกิจสามารถต่อรองระยะเวลาการจ่ายเงินและบริหารจัดการสภาพคล่องให้ดี ตรงนี้จะถือเป็นข้อได้เปรียบ เพราะคุณเอาสินค้าเขามาขายแต่ยังไม่ต้องจ่ายเงิน ข้อควรระวังก็คือ ต้องบริหารระยะเวลาจ่ายคืนเจ้าหนี้ให้สัมพันธ์กับระยะเวลาที่ลูกหนี้จะจ่ายเงินให้เราและมีวงเงินกู้หรือโอดีเพียงพอในการใช้งานในกรณีที่ยังไม่ได้รับเงินจากลูกหนี้การค้า แต่หากธุรกิจของคุณขายเงินสดตรงนี้คุณมีแต่ได้กับได้ เพียงแค่ต้องอย่าเอาเงินไปใช้ผิดประเภทแล้วหมุนกลับมาชำระหนี้ไม่ทัน

       5. สินค้าในสต็อก (Inventory) เป็นตัวเลขที่อยู่ในงบดุลเช่นกัน การสต็อกสินค้าเอาไว้มากๆ นั้นไม่ดีกับธุรกิจ เพราะคุณเสียเงินหรือต้องกู้เงินมาจ่ายเพื่อให้ได้สินค้ามาเก็บไว้ เท่ากับเงินส่วนนั้นนอนจมเฉยๆ อยู่ในโกดังไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดยไม่รู้ว่าจะขายหมดเมื่อไหร่ อีกทั้งยังต้องรับความเสี่ยงว่าสินค้าจะขายได้หรือไม่ อาจจะเพราะสินค้าตกรุ่น สินค้าหมดอายุ หรือแม้แต่เหตุการณ์ไฟไหม้ น้ำท่วม ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้สินค้าเหล่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำก็คือ การพยากรณ์ยอดขายของธุรกิจตัวเองให้ได้ เพื่อนำมาวางแผนการสต็อกสินค้าให้เหมาะสม คือมีสินค้าขายเพียงพอไม่ขาดไม่เกิน และไม่สำรองเอาไว้มากเกินไป 

       ตัวเลขมากมายที่อยู่ในงบการเงินนั้นล้วนมีความหมายในตัวของมันเอง บางตัวมีมากๆ เป็นเรื่องดี แต่บางตัวก็ไม่ใช่ ผู้ประกอบการจึงต้องระวังอย่าติดกับดักของตัวเลขเหล่านี้จนตัดสินใจบริหารผิดพลาด กระทั่งส่งผลกระทบร้ายแรงกับธุรกิจ ดังนั้นถ้าอยากให้ธุรกิจของคุณ “สตรอง” ก็ควรอ่านงบการเงินให้เป็น

สามารถอ่านบทความน่าสนใจอื่นๆได้ ที่นี่ คลิ๊ก!!


แหล่งที่มา : Link

 1193
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ้างอิงจากประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง  กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี  และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พ.ศ.2544 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (1) (2) (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติการบัญชีพ.ศ. 2543 อธิบดีกรมทะเบียนการค้าออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ถ้ามีภาษีที่ต้องชำระจำนวนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ทั้งภาษีครึ่งปีและภาษีสิ้นปี ผู้เสียภาษีมีสิทธิ ขอผ่อนชำระภาษีได้เป็น 3 งวดเท่า ๆ กัน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใดๆ ผู้เสียภาษีอาจติดต่อขอผ่อนชำระได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาโดยใช้แบบบ.ช. 35 จำนวน 1 ชุด 3 แผ่น ข้อความเหมือนกันดังนี้
ทุกธุรกิจจะต้องจัดทำบัญชีขึ้นมาเพื่อนำไปยื่นเสียภาษี ยื่นกู้เงิน และเพื่อเป็นการตรวจสอบรายการรายรับรายจ่ายให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด เนื่องจากการทำบัญชีเดียวทำให้สรรพากรสามารถตรวจสอบบัญชีได้ง่ายกว่าและเป็นการทำบัญชีที่สุจริตที่ใคร ๆ ก็สามารถเห็นที่มาการเข้าออกของเงินได้อย่างสุจริต และไม่เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี
แบบ ภ.ง.ด.94   : แบบแสดงรายการเพื่อยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือนตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน  เมื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 นี้แล้วเมื่อถึงปลายปีจะต้องคำนวณภาษีเงินได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม  และยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 อีกครั้ง โดยนำยอดภาษีที่ได้ชำระแล้วตามแบบ ภ.ง.ด.94 มาหักออก
เมื่อกิจการเติบโตขึ้น จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อมาขยายกิจการ เพิ่มสภาพคล่องให้แก่กิจการ ผู้ประกอบการจึงระดมเงินจากผู้ถือหุ้น หรือต้องการกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ โดยการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ทั้งนี้ กิจการจะต้องดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุนอย่างไร
ในการทำบัญชีนั้น ผู้ทำบัญชีต้องจัดทำตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน แต่สำหรับการยื่นภาษีในทุกๆปี ต้องแสดงรายได้และค่าใช้จ่ายโดยใช้หลักเกณฑ์ประมวลรัษฎากร และเป็นที่แน่นอนว่า การใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ย่อมทำให้มีผลต่างเกิดขึ้นระหว่างบัญชีและภาษี 

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์