5 ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียว

5 ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียว

ทุกธุรกิจจะต้องจัดทำบัญชีขึ้นมาเพื่อนำไปยื่นเสียภาษี ยื่นกู้เงิน และเพื่อเป็นการตรวจสอบรายการรายรับรายจ่ายให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด เนื่องจากการทำบัญชีเดียวทำให้สรรพากรสามารถตรวจสอบบัญชีได้ง่ายกว่าและเป็นการทำบัญชีที่สุจริตที่ใคร ๆ ก็สามารถเห็นที่มาการเข้าออกของเงินได้อย่างสุจริต และไม่เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี


บัญชีชุดเดียวคืออะไร   คือการจัดทำบัญชีตามข้อเท็จจริงของรายได้ธุรกิจ เพราะเนื่องจากในอดีตบางธุรกิจจะมีการทำหลายบัญชีเพื่อ

  1. ยื่นกู้ขอสินเชื่อ โดยสร้างความน่าเชื่อถือต่อรายได้ของบริษัทให้เกินจริง

  2. หลีกหนีภาษี โดยจัดรายได้บริษัทให้น้อยเกินกว่าต้องเสียภาษี

โดยเมื่อเกิดการตรวจสอบแล้วไม่เป็นไปตามจริงเหมือนในเอกสารบัญชีจะถือเป็นความผิด และรัฐสามารถเอาผิดแก่ผู้ประกอบการได้ทันที

ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียว(ที่เกี่ยวข้องกับระบบบัญชีและระบบ ERP)

  1. ตรวจสอบผู้ประกอบการและเร่งระดับความเป็น SMEs ให้มีความเป็นสากลได้มากขึ้น โดยนำบัญชีไปวางแผน

  2. ทำให้เจ้าของกิจการได้ทราบถึงข้อมูลตัวเลขกำไรขาดทุนที่แท้จริง ทำให้สามารถวางแผนงานและการดำเนินงานธุรกิจต่อไปได้

  3. บัญชีเดียวสามารถยื่นกู้สินเชื่อได้ตามจริง โดยเมื่อธนาคารตรวจสอบจะเห็นรายได้ตามจริงของบริษัท แต่ถ้าเป็นบัญชีที่ตกแต่งขึ้นมาผิดปกติหากเมื่อเกิดการตรวจสอบอาจทำให้บริษัทต้องขึ้น blacklist ได้

  4. สามารถคำนวณการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง เพราะถ้าเกิดการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีเกี่ยวกับการเสียภาษีผู้ประกอบการสามารถร้องเรียนได้ด้วยหลักฐานบัญชี

  5. ช่วยรัฐวางแผนเศรษฐกิจระดับประเทศได้ถูกต้อง โดยนำตัวเลขมาเฉลี่ยและคำนวณรายการเติบโตของผู้ประกอบการในประเทศ และเอามาพัฒนานโยบายต่อไป

การทำบัญชีชุดเดียวในปัจจุบันถือเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำ เพราะเป็นแนวทางการทำงานที่ทำให้วางแผนธุรกิจได้ง่ายขึ้น และเป็นเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานทั้งการกู้เงินและการเสียภาษีได้ในชุดเดียว

ที่มา : businesslinx.globallinker.com

 1497
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ในบทความนี้ เราจึงมีคำแนะนำดีๆ และเทคนิคง่ายๆ สำหรับการเลือกซื้อโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปสำหรับสำนักงานบัญชี และนักบัญชีมาฝากกัน เพื่อเป็นตัวช่วยในการการบันทึกบัญชี เก็บรวบรวมเอกสาร สร้างรายงานที่สำคัญ รวมไปถึงการยื่นภาษี และปิดงบการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่ง จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก ภาษีธุรกิจเฉพาะเริ่มใช้บังคับใน พ.ศ.2535 พร้อมกันกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
อ้างอิงจากประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง  กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการในบัญชี  และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี พ.ศ.2544 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 (1) (2) (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติการบัญชีพ.ศ. 2543 อธิบดีกรมทะเบียนการค้าออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
แรงจูงใจหลักในการที่จะทำให้บริษัทหนึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็คงจะหนีไม่พ้นสิทธิที่บริษัทเสียภาษีบนฐานของผลกำไรของบริษัท กล่าวคือบริษัทสามารถหักรายจ่ายต่างๆออกจากรายได้ได้ตามจริง และเงินได้ของบริษัทที่จะเสียภาษีก็จะเป็นแค่ส่วนของผลกำไรของบริษัทเท่านั้น ไม่ใช่ต้องเสียจากรายได้หรือเหมารายจ่ายได้สูงสุดเพียง 60% เช่นที่ต้องเสียในระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
รายการที่นิติบุคคลสามารถนำมาลดหย่อนภาษีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกับ การลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ทั้งนี้เพื่อให้การชำระภาษีในปีนั้น ๆ มีจำนวนน้อยลง เพราะมีการหักค่าใช้จ่ายในแต่ละปีภาษีมากขึ้น ต่างกันเพียงแค่รายการที่นิติบุคคลสามารถนำมาลดหย่อนแตกต่างจากบุคคลธรรมดาเท่านั้น โดยรายการที่นิติบุคคลสามารถนำมาลดหย่อนได้ มีดังนี้
นอกจากใบเสร็จรับเงิน หรือบิลเงินสด ที่ใช้เป็นหลักฐานว่าได้จ่ายเงินให้กับผู้ขายแล้วนั้น ยังมีเอกสารอื่นที่ใช้ได้ก็คือ ใบสำคัญรับเงินและใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินนั่นเอง

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์